ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่คุณไม่รู้ เพราะรัฐบาลไม่ได้บอก จำนวนคนอ่าน 153

 

 

 

 

หน้าแรก  ข่าวอสังหาฯ วันนี้
updated:2016-07-05 เวลา 15:43 น.
โดย โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย 

 

เรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีหลายประเด็นที่น่าสนใจแต่รัฐบาลไม่ ได้บอก ดร.โสภณ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีทรัพย์สิน จึงขออนุญาตแจกแจง
 


 

         1. ดร.สมคิดและคณะไม่ได้รณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจภาษีนี้ ปกติประชาชนมักผวากับการถูกเก็บภาษีเนื่องจากในภาวะขณะนี้ ต่างก็รู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี สวนทางกับการนำบอกของรัฐมนตรี ท่านนายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลควรจะชี้แจงกับประชาชนโดยตรงเลยว่า ภาษีนี้เป็นภาษีที่ "ยิ่งจ่าย ยิ่งได้" เพราะนำมาพัฒนาท้องถิ่นโดยตรง เมื่อท้องถิ่นเจริญ ราคาทรัพย์สินของเราก็ยิ่งเพิ่มพูนกว่าภาษีที่ต้องจ่ายเสียอีก ถ้านายกฯ ชี้แจงกับประชาชนแบบนี้ ประชาชนก็จะยินดีให้เก็บภาษี

         2. ดร.สมคิดและคณะไม่ได้ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจเรื่องการคลังท้องถิ่น โดยทั่วไปประชาชนยังมักวิตกว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายที่รัฐเก็บไป ไม่คืนสู่สังคมบ้าง ถูกข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองโกงกินบ้าง ท่านนายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจึงพึงทำความเข้าใจกับประชาชนว่า ภาษีนี้ใช้ในท้องถิ่น ไม่ถูกส่งเข้าส่วนกลาง ประชาชนจะรู้สึกเป็นเจ้าของ ไม่ยอมให้ใครโกงไป แรกๆ ยังอาจมีการโกง แต่เมื่อประชาชนตรวจสอบใกล้ชิด การโกงก็จะหมดไป ทุกวันนี้รายได้ 85% ของท้องถิ่นมาจากส่วนกลาง ซึ่งเมื่อนำส่งมา ก็อาจเกิดอาการ "วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง" นั่นเอง นอกจากนี้การนำเงินจากส่วนกลางสู่ส่วนท้องถิ่นยังเป็นการทำให้ท้องถิ่นถูก ครอบงำ

         3. ดร.สมคิดและคณะเองก็คงไม่เข้าใจภาษีนี้ หรือเข้าใจน้อยกว่า มรว.ปรีดิยาธรและนายสมหมาย (ทีมเศรษฐกิจชุดก่อน) ที่ถูกปลดออกไป จึงลดหย่อนให้บ้านราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี ทั้งที่ในสมัยทีมเศรษฐกิจชุดก่อน ลดหย่อนสำหรับบ้านไม่เกิน 3 แสนบาทบ้าง หรือ 1 ล้านบาทบ้าง เป็นต้น การลดหย่อนถึงขนาดนี้ ย่อมทำให้แทบเก็บภาษีกันไม่ได้เลย ทำให้ต้นทุนการเก็บภาษีอาจสูงกว่าภาษีที่เก็บได้เสียอีก

         จากฐานข้อมูลของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ ไทย ที่เก็บข้อมูลโครงการอาคารชุดและบ้านจัดสรรแนวราบในเขตกรุงเทพมหานครและ ปริมณฑลมาตั้งแต่ปี 2537 หรือ 22 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีบ้านที่มีราคาเกิน 50 ล้านบาทในตลาดอยู่เพียง 1,351 หน่วย (บ้านเดี่ยว 572 หน่วย ห้องชุด 764 หน่วย และอื่นๆ) จากทั้งหมดที่สำรวจ 1.85 ล้านหน่วย อย่างไรก็ตามในพื้นที่นี้มีบ้านทั้งหมดราว 4.7 ล้านหน่วย (เช่น บ้านนอกโครงการจัดสรรและที่สร้างเสร็จก่อนปี 2537) ดังนั้นจึงอนุมานได้ว่ามีบ้านที่ราคาเกิน 50 ล้านอยู่ 3,000 หน่วย และหากนับรวมทั่วประเทศก็คงมีไม่เกิน 6,000 หน่วย ยิ่งถ้าคิดตามราคาประเมินของทางราชการที่ต่ำกว่าราคาตลาด ก็คงมีเหลือบ้านเกิน 50 ล้านบาท ไม่เกิน 4,000 หน่วย

         4. ดร.สมคิดและคณะไม่พยายามชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่าไม่ควรมีข้อยกเว้น การยกเว้นโน่นนี่เป็นการเปิดช่องทุจริตจากการตีความ และการยกเว้นทั้งหลายก็ เพื่อเอื้อต่อผู้มีรายได้สูง ๆ ส่วนผู้มีรายได้น้อยถึงแม้ต้องเสียภาษีบ้างแต่ก็น้อยมาก แต่หากเก็บจากฐานทุกคน ก็จะได้ภาษีมาบำรุงประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เช่น บ้านราคา 1 ล้านบาท ถ้าจ่ายภาษีเพียง 0.1% ก็จะเป็นเงินเพียงปีละ 1,000 บาท หรือเดือนละ 83 บาท ถูกกว่าค่าจัดเก็บขยะ หรือเงินทำบุญหลังคืนฝันร้ายเสียอีก ท่านนายกฯ จึงควรออกมาให้ความรู้กับประชาชนเองในแง่นี้ เพื่อที่รัฐบาลจะไม่ได้ไม่ถูกประชาชนเข้าใจผิด

         5. ดร.สมคิดและคณะก็ไม่เคยพูดให้ชัดเจนว่า หากจัดเก็บภาษีนี้แล้วภาษีค่าธรรมเนียมโอนหรือภาษีโรงเรือนก็จะถูกยกเลิก หรือมีเพียงค่าเขียนคำร้องไม่กี่บาทเท่านั้น ประชาชนจะได้รู้สึกว่าไม่ถูก "ถอนขนห่าน" การที่รัฐมนตรีไม่พูด ทำให้ประชาชนต่อต้านภาษีนี้ และอาจต่อต้านรัฐบาล ท่านนายกฯ จึงควรออกมาพูดเองในเรื่องนี้ เพื่อภาพพจน์ที่ดีของรัฐบาล

         ดร.โสภณ ยังเสนอว่ารัฐบาลยังอาจพิจารณาปรับคณะรัฐมนตรี นำผู้รอบรู้ด้านภาษีทรัพย์สิน มากำกับด้านการเงิน การคลังของประเทศ หรืออาจพิจารณานำ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร และนายสมหมายกลับมาทำหน้าที่ใหม่อีกครั้งหนึ่ง เป็นต้น

 

 

 

 

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ไทยควรเรียนจากนอก

ในเมืองไทย บางคนกลัวภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่ในเมืองนอกถือสิ่งที่ดี เป็นภาษีที่ดียิ่ง “ยิ่งให้ ยิ่งได้” ขณะนี้แม้แต่กัมพูชายังมีระบบภาษีนี้ล้ำหน้าไทยเสียแล้ว
          ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ช่วยเพิ่มอุปทานที่ดินให้กับการพัฒนาที่ดินเพื่อให้ผู้ซื้อบ้านและนักลง ทุนอสังหาริมทรัพย์สามารถหาซื้อทรัพย์สินในราคาที่ไม่แพง และช่วยป้องกันไม่ให้เมืองบุกรุกสู่เขตชนบท ที่สำคัญทำให้มีเงินไปพัฒนาท้องถิ่นได้มากมาย ประเทศที่เจริญจึงมีสาธารณูปโภคที่ดีกว่าไทย ภาษีนี้เก็บมาเพื่อใช้พัฒนาท้องถิ่นโดยตรง และเมื่อท้องถิ่นได้รับการพัฒนา มูลค่าทรัพย์สินของเราก็จะยิ่งเพิ่มพูน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ยิ่งเก็บภาษีได้มากเท่าไหร่ ท้องถิ่นนั้น ๆ ยิ่งเจริญ มูลค่าทรัพย์สินยิ่งเพิ่มพูน

 


          แต่บางท่านเกรงว่าในกรณีประทศไทย ท้องถิ่นอาจจะโกงกิน อย่างไรก็ตามในปัจจุบันท้องถิ่นได้เงินจากรัฐบาลกลาง 90% จึงไม่รู้สึกเป็นเจ้าของ จึงมักมีการโกงกินกันทั่วไป แต่ถ้ารายได้หลักมาจากการจัดเก็บในท้องถิ่น แรก ๆ  นักการเมืองท้องถิ่นก็ยังอาจจะโกง แต่ประชาชนในท้องถิ่นก็จะเริ่มตรวจสอบมากขึ้นเพราะภาษีเป็นภาษีจากตนเองโดย ตรง การโกงก็จะลดลง ระบอบประชาธิปไตยก็จะเข้มแข็ง รัฐบาลจึงควรให้ประชาชนได้เรียนรู้


          ที่กัมพูชา ประเทศที่เจริญน้อยกว่าเราก็ริเริ่มใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้ว ซึ่งก็คงคล้ายเรือง 3G ที่ตอนนี้เราก็ยังไม่มี แต่ลาวไป 4G แล้ว เป็นต้น โดยการนี้กัมพูชามี แนวคิดที่จะมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาตั้งแต่ พ.ศ. 2550 แต่ไม่ผ่านสภาในปีดังกล่าว จนเมื่อช่วงสิ้นปี 2552 หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2551 แล้ว สภาผู้แทนราษฎรกัมพูชาก็ ผ่านพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนี้ออกมา โดยนำมาใช้จริงในปี 2554

 

 


          กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่ากัมพูชามี ความรวดเร็วในการกำหนดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกว่าไทยเป็นอย่างยิ่ง ในกรณีของไทย มีการนำเสนอไว้ตั้งแต่ยุค “ประชาธิปไตยเต็มใบ” พ.ศ. 2518 มีการยกร่างใหม่และแก้ไขเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันและยังไม่อาจทราบแน่ชัดว่าจะ มีพระราชบัญญัติฉบับนี้เมื่อใด ข้อสังวรในที่นี้ก็คือ ระบบราชการของไทยอาจมีประสิทธิภาพต่ำกว่ากัมพูชา และคงมีผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองและมีที่ดินมากมายที่ไม่ต้องการให้มีภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะเข้าใจผิดว่าภาษีนี้จะเป็นภาระ ทั้งที่ภาษีนี้จะช่วยพัฒนาท้องถิ่น ทำให้ทรัพย์สินที่ผู้ครอบครองไว้กลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าเดิม


          สำหรับในรายละเอียดของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในกัมพูชานั้น มีการจัดเก็บเพียงอัตราเดียวคือ 0.1% โดยราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกำหนดไว้ต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 30% การกำหนดราคาก็ไม่ได้กำหนดเป็นรายแปลง แต่กำหนดตามเส้นถนน สำหรับอาคารนั้น ก็มีอัตราค่าก่อสร้างอาคารมาตรฐานให้ใช้คำนวณราคา


          ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกัมพูชา ก็มีการกำหนดข้อยกเว้น เช่น ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม และบ้านที่มีราคาต่ำกว่า 100 ล้านรีล หรือ 740,000 บาทเป็นต้น นอกจากนี้วัดวาอาราม สถานทูตหรือสถานที่สาธารณะอื่น ๆ ก็ไม่มีการจัดเก็บภาษีแต่อย่างใด ในเบื้องต้นคาดว่าจะจัดเก็บภาษีได้จากอสังหาริมทรัพย์ได้ประมาณ 180,000 ราย และจะได้เงินภาษีไม่เกิน 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพียงการเริ่มต้น


         
          หากภาษีที่เก็บได้ใช้ในท้องถิ่นเป็นหลัก เงินที่จะส่งไปส่วนกลางก็จะน้อยลง โอกาสที่นักการเมืองและข้าราชการประจำส่วนกลางจะโกงจึงมีน้อยลง การที่ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการเสียภาษีและบริหารภาษีของตนเอง คนในท้องถิ่นที่เสียภาษีก็คงจะจับตาดูการใช้จ่ายเงินของพวกตนมากขึ้น โอกาสการโกงก็จะน้อยลง คนดี ๆ ในท้องถิ่นก็จะสนใจมาทำงานการเมืองเพื่อท้องถิ่นมากขึ้น
 

Tag : ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ข่าว/บทความล่าสุด
(พบ 83 รายการ)